อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของจีน
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของจีน ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 4 อุตสาหกรรมที่สำคัญของจีน มูลค่าการส่งออกสิ่งทอคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของการส่งออกทั้งหมดของจีน ภายหลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ 2 ประการคือ ประการแรก ปรับปรุงคุณภาพเส้นใยสังเคราะห์ และประการที่สอง เพิ่มปริมาณการผลิตชุดชั้นใน ,ชุดนอนเซ็กซี่, ชุดนอนซีทรูที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากการผลิตผ้าผืนของจีนยังมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร และเครื่องจักรที่ใช้ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัยเท่าที่ควร[1]
ในปี 2544 ผลผลิตรวมของอุตสาหกรรมสิ่งทอจีนคิดเป็นมูลค่า 889.5 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 เมื่อเทียบกับปี 2543 การส่งออกผลิตภัณฑ์ชุดนอน, ชุดเซ็กซี่, กางเกงในสิ่งทอยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่า 53.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน ผลกำไรของอุตสาหกรรม 22.1 พันล้านหยวน (2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ) การส่งออกไปยังตลาดบิกินี่, ชุดว่ายน้ำที่สำคัญของจีนอาทิ สหรัฐอเมริกา มีการขยายตัวร้อยละ 1.8 สหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และผลกำไรของอุตสาหกรรมกางเกงในชาย, ซีทรู, กางเกงในซีทรูสิ่งทอปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2543
ในปี 2545 คณะกรรมการเศรษฐกิจและการค้าแห่งชาติของจีน (SETC) ได้กำหนดเป้าหมายอุตสาหกรรมกางเกงใน, บ๊อกเซอร์, กางเกงในเกย์ ดังนี้ มูลค่าการส่งออก 55 พันล้านเหรียญสหรัฐ ผลกำไร 25 พันล้านหยวน มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมสิ่งทอเท่ากับ 260 พันล้านหยวน และปริมาณการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ 8.8 ล้านตัน ปริมาณการผลิตเส้นด้าย 7 ล้านตัน
บทบาทของรัฐบาลจีนด้านการควบคุมระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้ว่าทางเลือกระหว่างแนวทางการควบคุมสังคม (social control) และการควบคุมวิสาหกิจ (corporate control) ยังไม่อาจสรุปได้แน่นอน แต่รัฐบาลจีนก็เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมหลายอย่าง อาทิ การปล่อยให้ราคาฝ้ายมีการเคลื่อนไหวอย่างเสรีตามกลไกตลาดมากขึ้น และการผ่อนคลายการควบคุมการผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสิ่งทอบางชนิดที่ยังมีเกย์ควบคุมด้านปริมาณ อาทิ ฝ้าย และไนล่อน
การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 แม้ว่าอาจจะยังไม่สามารถเห็นได้ผลกระทบที่ชัดเจน แต่ข้อดีประการหนึ่งคือ จีนจำเป็นต้องเปิดเสรีทางการค้าในประเทศมากขึ้นและเข้ามาอยู่ภายใต้กติกาการค้าสากลมากขึ้น ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากการที่รัฐบาลจีนเริ่มผ่อนคลายการควบคุมและลดการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจลงเป็นลำดับ ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนก็ได้รับประโยชน์จากการที่ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับประเทศสมาชิกอื่นๆ รวมทั้งการได้รับโควต้าสิ่งทอที่แน่นอนมากขึ้นจากตลาดสิ่งทอที่มีการกำหนดโควต้านำเข้า อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป และนอร์เวย์ โดยไม่ต้องรอการทบทวนเป็นรายปีเช่นที่ผ่านมา
- ความเป็นมาของอุตสาหกรรมสิ่งทอของจีน
อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีน (อาจกล่าวได้ว่า เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของจีน) เริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 2410 และอาจกล่าวได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญและก้าวหน้ามากที่สุดของจีนในสมัยนั้น หลังจากช่วงเวลาดังกล่าวจนถึงปี 2492 การพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนเริ่มประสบปัญหาหลายประการและการพัฒนาเริ่มมีแนวโน้มช้าลง เนื่องมาจากผลของสงครามและแรงกดดันจากทุนต่างชาติ วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศส่วนมากไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ขณะที่อุปกรณ์และเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตถูกนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนมาก เครื่องทอผ้าที่ใช้งานก็เป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย (ขณะที่การผลิตจะกระจุกตัวอยู่บริเวณชายฝั่งเท่านั้น)
ในปี 2492 (เมื่อเริ่มก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน) จีนมีโรงงานทอผ้าประมาณ 179,000 โรงงาน (ประมาณร้อยละ 99 เป็นของเอกชน) มีการจ้างงานประมาณ 745,000 คน มีช่างเทคนิคประมาณ 8,000 คน ด้านเครื่องจักร ประกอบด้วย
- เครื่องทอผ้าฝ้าย 63,900 เครื่อง และแกนปั่นด้ายจากฝ้าย 5 ล้านแกน
- เครื่องทอผ้าขนสัตว์ 1,950 เครื่อง และแกนปั่นด้ายจากขนสัตว์ 130,000 แกน
- แกนปั่นด้ายจากไหม 25,000 แกน
ด้านการผลิต จีนสามารถผลิตผ้าฝ้ายเฉลี่ยปีละ 1.8 พันล้านเมตร เส้นด้ายจากฝ้าย 326,000 ตัน ผ้าขนสัตว์ 5.44 ล้านเมตร เส้นด้ายจากขนสัตว์ 1,800 ตัน และไหม 50 ล้านเมตร
หลังจากปี 2492 เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสามารถรองรับความต้องการเครื่องนุ่งห่มของประชากรประมาณ 400 ล้านคนได้อย่างเพียงพอ ตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับแรก (2493-2498) รัฐบาลจีนจึงได้ทุ่มเทความพยายามและทรัพยากรค่อนข้างมาก ในการสร้างอุตสาหกรรมสิ่งทอของตนเองขึ้นมา มีการก่อตั้งโรงงานปั่นด้าย และโรงงานฟอก ย้อม และพิมพ์ จำนวนมากขึ้น ในช่วงกลางทศวรรษ 2503 จีนมีแกนปั่นด้ายจากฝ้ายประมาณ 9.8 แกนและเครื่องทอผ้าประมาณ 310,000 เครื่อง มีผลผลิตเส้นด้ายจากฝ้ายประมาณ 1.3 ล้านตัน (มากเป็นอันดับสองของโลก) และสามารถผลิตผ้าฝ้ายได้ประมาณ 6.3 พันล้านเมตร
จากการขยายตัวอย่างมากของอุตสาหกรรมเส้นใยสังเคราะห์ทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 2503 จีนได้เริ่มต้นพัฒนาอุตสาหกรรมเส้นใยสังเคราะห์ในประเทศขึ้น โดยมีเป้าหมายในการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ประเภทโพลีไวนิลและอะคริลิก โครงการอุตสาหกรรมเส้นใยสังเคราะห์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้รับการก่อตั้งขึ้นทำให้จีนมีกำลังการผลิตเส้นใยสังเคราะห์เพิ่มขึ้นถึง 650,000 ตันต่อปี
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อุตสาหกรรมการผลิตฝ้าย ขนสัตว์ และไหม ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมากเช่นเดียวกัน ในปี 2521 (เมื่อเทียบกับปี 2492) จีนมีแกนปั่นด้ายจากฝ้ายจำนวน 15.62 ล้านเครื่อง (เพิ่มขึ้น 3.1 เท่า) และแกนปั่นด้ายจากขนสัตว์จำนวน 478,000 เครื่อง (เพิ่มขึ้น 3.7 เท่า) สามารถผลิตเส้นด้ายจากฝ้าย 2.4 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 7.3 เท่า) ผ้าฝ้าย 11 พันล้านเมตร (เพิ่มขึ้น 6.1 เท่า) ผ้าวู 89 ล้านเมตร (เพิ่มขึ้น 16.4 เท่า) และเส้นด้ายจากขนสัตว์ 37,800 ตัน (เพิ่มขึ้น 21 เท่า)
ในช่วง 3 ทศวรรษ หลังจากปี 2492 อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยได้พัฒนาเข้าสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ พร้อมกับมีการขยายกำลังการผลิตอย่างมาก มีการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรม และระบบการกระจายสินค้า พร้อมกันนี้ จีนก็ได้เริ่มตระหนักถึงแนวทางการพึ่งพิงตนเอง และเริ่มมีการสะสมทุนจำนวนมากเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตที่มีอยู่ ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมการซื้อเครื่องนุ่งห่มของประชาชนโดยการแจกคูปอง
หลังจากปี 2521 อุตสาหกรรมสิ่งทอจีนก็ได้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐบาลจีนตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และเริ่มนำแนวนโยบายการปฎิรูประบบเศรษฐกิจ โดยการเปิดประเทศออกสู่โลกภายนอกมาใช้พัฒนาประเทศ[2] จากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลจีนก็ได้กำหนดนโยบายต่างๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอโดยเฉพาะ ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนได้รับการพัฒนาพร้อมๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในด้านหนึ่ง ก็ได้มีการปรับปรุงเทคโนโลยีด้านการผลิตให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยการนำเข้าเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตจากต่างประเทศ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมนี้ ก็สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก และจากปัจจัยทั้งสอง ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนมีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นของประชากร และการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ก็มีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีน มีการพัฒนาและขยายตัวอย่างมาก ในช่วง 2 ทศวรรษดังกล่าวจึงนับได้ว่าช่วงที่อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนประสบความสำเร็จอย่างมาก และเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงการประสบความสำเร็จนี้ก็คือ ในปี 2526 จีนก็ได้ยุติมาตรการแจกคูปองเพื่อการแลกซื้อเครื่องนุ่งห่มในประเทศที่ได้ดำเนินติดต่อกันมากว่า 3 ทศวรรษ
ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนก็เริ่มมีการปรับโครงสร้างในหลายส่วน แม้ว่า ในอดีตที่ผ่านมา ความสำเร็จของอุตสาหกรรมสิ่งทอจะเกิดขึ้นภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน (planned economy) ทั้งนี้ ภายใต้ระบบดังกล่าว วัตถุดิบถูกกำหนดโดยรัฐให้ขายในราคาต่ำ ขณะที่ การวางแผนการผลิตจะได้รับการควบคุมดูแลจากฝ่ายบริหาร (ที่ภาครัฐเป็นผู้แต่งตั้ง) และผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายก็จะถูกผูกขาดการจัดจำหน่ายโดยเครือข่ายร้านค้าหรือวิสาหกิจที่เป็นของรัฐเช่นกัน แต่ปัจจุบัน จากการที่จีนมีนโยบายปรับเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนมาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (market economy) ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญหลายอย่าง เช่น โครงสร้างอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด และความซ้ำซ้อนของโครงการที่ได้รับการปกปิดไว้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน ก็ได้รับการเปิดเผยมากขึ้นและทำให้มองเห็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพทางด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ความต้องการสินค้าที่ลดลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ และศักยภาพทางด้านการแข่งขันของสินค้าจีนที่ลดลงในตลาดส่งออกที่สำคัญ อันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอของจีน ทำให้กำไรลดลงและต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
เพื่อที่จะช่วยบรรเทาปัญหาให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอของจีน ในการประชุมเชิงปฏิบัติการทางด้านเศรษฐกิจของคณะกรรมการกลาง (Economic Working Conference of the Central Committee) ที่จัดขึ้นในช่วงปลายปี 2540 รัฐบาลจีนก็ได้เลือกอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นโครงการนำร่องสำหรับมาตรการในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมสิ่งทอโดยใช้แนวทางการบริหารแบบเอกชน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้วัตถุดิบ และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้มาตรการเหล่านี้บังเกิดผลในทางผลปฏิบัติ อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนจึงได้เริ่มการปรับลดขนาดของอุตสาหกรรมลง โดยการลดแกนปั่นด้ายจากฝ้ายที่ล้าสมัยลงประมาณ 10 ล้านแกน[3] และลดจำนวนคนงาน 1.2 ล้านคนในช่วง 3 ปี (2541-2543)
จนกระทั่งถึงเดือนพฤศจิกายน 2542 อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนสามารถลดแกนปั่นด้ายจากฝ้ายที่ล้าสมัยได้ประมาณ 9 ล้านแกน และลดแรงงานได้มากกว่า 1 ล้านคน คาดว่าเมื่อสิ้นสุดแผนฯ จีนจะสามารถปรับลดแกนปั่นด้ายที่ล้าสมัยและลดจำนวนคนงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ทั้งนี้ ในปีเดียวกันนั้น รัฐวิสาหกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอก็สามารถสร้างกำไรได้มากกว่า 116 ล้านหยวน และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่รัฐวิสาหกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนมีกำไร ขณะที่การส่งออกสิ่งทอของจีนก็มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่การส่งออกมีมูลค่าลดลงกว่า 15 เดือนจากวิกฤตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในเดือนพฤศจิกายน 2542 การส่งออกสิ่งทอของจีนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 38.85 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนก็ได้เริ่มนำวิธีการควบรวมกิจการและนำระบบผู้ถือหุ้นเข้ามาใช้มากขึ้น บริษัทเอกชนก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น และเริ่มมีการนำวิธีการบริหารแบบเอกชนเข้ามาใช้มากขึ้น รวมทั้งเริ่มมีการวางแผนการผลิตเพื่อให้เกิดความประหยัดจากขนาด (economies of scale) ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ
เมื่อจีนเริ่มมีการปฏิรูปเศรษฐกิจและใช้นโยบายเปิดกว้าง บริษัทสิ่งทอของเอกชนก็สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ขณะที่รัฐวิสาหกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังประสบปัญหาการขาดทุน บริษัทสิ่งทอของเอกชนกลับมีผลประกอบการที่ดี เพราะมีการดำเนินการที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ต้นทุนแรงงานต่ำกว่า และเครื่องจักรทันสมัยกว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2533 กับ 2540 พบว่า กำไรของบริษัทสิ่งทอของเอกชนเพิ่มขึ้น 4.38 เท่า มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 23.5 ต่อปี และบริษัทสิ่งทอของต่างชาติ ก็เริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทสิ่งทอที่เป็นของนักลงทุนชาวจีน
หลังจากที่รัฐบาลจีนเริ่มมีการปฎิรูประบบเศรษฐกิจ โดยการเปิดประเทศมากขึ้น อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีน ก็ได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์มากขึ้นเช่นกัน รัฐบาลสนับสนุนให้มีการเลิกใช้งานเครื่องจักรเก่าที่ล้าสมัย และปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่าทดแทน มีการลงทุนจำนวนมากในโครงการผลิตวัตถุดิบเพื่อผลิตวัตถุดิบสำหรับป้อนให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทั้งในส่วนของเส้นใยสังเคราะห์ อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีสิ่งทอ และเส้นใยธรรมชาติ อาทิ อุตสาหกรรมฝ้าย[4] รวมทั้งมีการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ จากภาครัฐเพื่อต้องการให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมต้นน้ำ ได้แก่ วัตถุดิบต่างๆ อาทิ ฝ้าย ขนสัตว์ ไหม และเส้นใยสังเคราะห์ และเครื่องจักรสำหรับการผลิต และอุตสาหกรรมกลางน้ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมฟอก ย้อม พิมพ์ และตกแต่งสำเร็จ และอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องนุ่งห่ม
1. แผนพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอฉบับที่ 10[5] (พ.ศ. 2544-2548)
องค์การอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งชาติ (State Textile Industrial Bureau) ได้วางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2544-2548) โดยมีเป้าหมายหลัก 2 ด้านคือ ด้านแรก เป็นการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต และด้านที่สอง เป็นการปฏิรูปความเป็นเจ้าของวิสาหกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทั้งนี้ จีนได้กำหนดแนวทางของอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศจะต้องสามารถทดแทนการนำเข้าผ้าผืนจากต่างประเทศ หรือขยายการส่งออกผ้าผืนที่ผลิตในประเทศได้ประมาณ 3 พันล้านเมตร และผลิตเส้นใยประเภทต่างๆ ได้ประมาณ 200,000 ตัน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศ นอกจากนี้ องค์การอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งชาติ ยังได้กำหนดเทคโนโลยีเป้าหมายที่จะบรรจุในแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอสำหรับอนาคต ได้แก่ เส้นใยสังเคราะห์แบบใหม่ เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตแบบใหม่ เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้อุตสาหกรรมสิ่งทอมีข้อมูลที่ทันสมัยและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้ง mechno-electrical integrated technology
ในแผนการพัฒนาระยะยาวของอุตสาหกรรมสิ่งทอของจีน ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2553 จีนจะมีกำลังการผลิตเส้นใยทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 12.5–13 ล้านตันต่อปี (เพิ่มขึ้น 3-4 ล้านตันต่อปี เมื่อเทียบกับปี 2543) คิดเป็นปริมาณเส้นใยต่อประชากร 1 คน เท่ากับ 8.9–9.6 กิโลกรัม ขณะที่ความต้องการเส้นใยต่อประชากร 1 คน จะเพิ่มเป็น 6.1–6.4 กิโลกรัม และการส่งออกสิ่งทอของจีน จะมีมูลค่าประมาณ 100 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของโครงสร้างผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอที่ใช้เพื่อการตกแต่ง (decorative textiles) และสิ่งทอที่ใช้ในอุตสาหกรรม (industrial textiles) ผลิตภัณฑ์สิ่งทอแต่ละกลุ่มจะมีสัดส่วนของปริมาณการผลิตเท่ากับ 50:30:20 ตามลำดับ[6]
2. เป้าหมายอุตสาหกรรมสิ่งทอ ปี 2545
จากการประชุมเชิงปฏิบัติการของอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งชาติครั้งแรกของปี 2545 ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการเศรษฐกิจและการค้าแห่งชาติ (SETC) เมื่อเดือน มกราคม 2545 ในการประชุมครั้งนั้น นอกจากที่ประชุมจะได้มีการนำเสนอภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนในปี 2544 แล้ว ยังได้มีการเสนอแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนในปี 2545 คือ ประการแรก การรักษาระดับการผลิตและปริมาณสินค้าคงคลังของอุตสาหกรรมสิ่งทอจากฝ้าย (cotton textile sector) จากที่ดำเนินการติดต่อกันมา 3 ปี เพื่อรักษาผลประกอบการของอุตสาหกรรมโดยรวมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าหลายบริษัทจะมีความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เนื่องจากบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและอื่นๆ ที่มีผลประกอบการในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จะแสดงความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอก็ตาม แต่คณะกรรมการเศรษฐกิจและการค้าแห่งชาติ เห็นว่าควรจะคงมาตรการจำกัดการผลิต[7] (ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ) ในปี 2545 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา และประการที่สอง เร่งการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยการปรับปรุงระบบการบริหารงานภายในเพื่อลดต้นทุนการบริหารที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน ต้นทุนการบริหารและการเงินของรัฐวิสาหกิจอยู่ในระดับร้อยละ 10 ของมูลค่าของผลผลิต ขณะที่ต้นทุนด้านนี้ของบริษัทเอกชนจะอยู่ในระดับร้อยละ 5 เท่านั้น และต้นทุนที่สูงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐวิสาหกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนมีผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
คณะกรรมการเศรษฐกิจและการค้าแห่งชาติของจีนยังได้กำหนดเป้าหมายปี 2545 สำหรับเป็นแนวทางปฏิบัติ[8] อาทิ มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมสิ่งทอเท่ากับ 260 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับปี 2544 ปริมาณการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ 8.8 ล้านตัน ปริมาณการผลิตเส้นด้าย 7 ล้านตัน รวมทั้งมูลค่าการส่งออกรวม (สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม) เท่ากับ 55 พันล้านเหรียญสหรัฐ และผลกำไรของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป 25 พันล้านหยวน
นอกจากเป้าหมายในเชิงปริมาณแล้ว ยังได้มีการกำหนดเป้าหมายในเชิงคุณภาพการผลิตด้วย อาทิ เพิ่มการผลิตเส้นใยสังเคราะห์คุณภาพสูงมากกว่าร้อยละ 25 ของปริมาณการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ทั้งหมด เพิ่มสัดส่วนการผลิตเส้นด้ายแบบ knotless เป็นร้อยละ 48 และเพิ่มการใช้เครื่องทอผ้าระบบไร้กระสวยเป็นร้อยละ 30 รวมทั้งกำหนดเป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้สิ่งทอในประเทศสำหรับการผลิตเครื่องนุ่งห่มเพื่อส่งออก (self-support plan) เป็นร้อยละ 60
[1] “CITME VIII, China’s gateway to free trade,” Textile Asia 8 (August 2002): 4.
[2] จากการประชุม Third Plenary Session of the Eleventh Central Committee ของสภาประชาชนจีน
[3] ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของการที่อุตสาหกรรมสิ่งทอของจีนมีกำลังการผลิตเกินความต้องการนั้น เนื่องจาก ในช่วงต้นทศวรรษ 2523 อุตสาหกรรมผ้าฝ้ายของจีน สามารถสร้างผลกำไรได้เป็นอย่างมาก จากการที่ความต้องการสินค้าในประเทศมีมากและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ผลกำไรที่สูงในช่วงดังกล่าวนั้น กลายเป็นปัจจัยที่จูงใจให้นักลงทุนในประเทศเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานปั่นด้ายและทอผ้าฝ้ายเป็นจำนวนมาก จนเป็นผลให้กำลังการผลิตขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีกำลังการผลิตเกินความต้องการที่แท้จริงประมาณร้อยละ 25 ของผลผลิตฝ้ายทั้งหมด
[4] ในปี 2543 รัฐบาลจีนอนุญาตให้มีการนำพันธุ์ฝ้ายที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) เข้ามาปลูกในประเทศจีนได้
[5] “Giant coming up,” Textile Asia (May 2001): 43-44.
[6] สัดส่วนในปี 2538 เท่ากับ 75:15:10 และเปลี่ยนเป็น 60:25:15 ในปี 2543
[7] ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกลาง (the State Council)
[8] “CITME VIII, China’s gateway to free trade,” Textile Asia 8 (August 2002): 5 และ “Adjusting Supply Volume to Demand,” Asian Textile Weekly 7 (15 February 2002): 2.
Posted in ไม่มีหมวดหมู่